SPACEBAR TEAM

WEB DESIGNER

SPACEBAR TALK : 2 ปีที่ผ่านมาและอีกหนึ่งปีที่เหลือในเยอรมนีของ โรส-พวงสร้อย อักษรสว่าง

2016-12-31 04:58:52


นักเรียนหนังจากนิเทศจุฬาฯ และอดีตผู้ช่วยผู้กำกับให้กับหนังอิสระหลายเรื่อง เมื่อวันและเวลามาถึง โรส-พวงสร้อย อักษรสว่าง แพ็กกระเป๋าเดินทางไปเรียนต่อไกลถึงเยอรมนี แบกรับทั้งความรับผิดชอบ ความไม่คุ้นเคย และความเหงาของนักเรียนต่างประเทศ กลั่นกรองออกมาเป็นพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มแรก MY BEST FRIEND IS ME ยังไม่นับเพจที่เธอทำร่วมกับเพื่อนสาวอีก 2 คน เล่าเรื่องศิลปะสนุกๆ จาก 3 เมืองในชื่อ my dear strangers และบางทีเราก็เผลอเห็นหนังสือทำมือเล่มเล็กๆ ที่มีชื่อพวงสร้อยปรากฏอยู่บนปก
 
ย่อหน้าข้างต้นคงยืนยันได้ว่าโรสเป็นหญิงสาวที่มีความสามารถหลากหลายจนไม่มีคำนิยามเธอได้ดีไปกว่า A Storyteller หรือนักเล่าเรื่องผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน ภาพถ่าย วิดีโอหรือกราฟิก ในวาระที่โรสแวะกลับมาไทยหลังเสร็จสิ้นการเข้าร่วมเวิร์กช็อปภาพยนตร์ที่สิงคโปร์ เรานัดคุยกับเธอถึงชีวิตช่วงนี้และความตั้งใจในฐานะคนทำศิลปะ ก่อนที่อีกไม่กี่วันเธอจะบินกลับไปเยอรมนีเพื่อศึกษาต่อให้จบอย่างที่ตั้งใจ
 
ท้องฟ้าของคนทำงานศิลปะที่เยอรมันกับเมืองไทยต่างกันไหม นี่คือสิ่งที่เราอยากรู้จากพวงสร้อย

( Photo Credit : Chalida Uabumrungjit )

 
ถามเรื่องเวิร์กช็อปภาพยนตร์ที่สิงคโปร์ที่ผ่านมาเมื่อเดือนธันวาคมก่อน เล่าให้ฟังหน่อยว่ามันคืองานอะไรและทำไมถึงสนใจไปเข้าร่วม
ชื่องานเต็มๆ คือ Singapore International Film Festival (SGIFF) เป็นเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ในเทศกาลก็มีหลายส่วนทั้งประกวดภาพยนตร์ที่ ดาวคะนอง ของพี่ใหม่ (อโนชา สุวิชากรพงศ์) ไปฉาย ส่วนที่เราไปเข้าร่วมเรียกว่า Southeast Asian Film Lab จุดประสงค์คือให้คนทำหนังรุ่นใหม่จาก Southeast asia ที่กำลังจะทำหนังเรื่องแรกมาเจอกัน เราสมัครโดยเอาพอร์ตโฟลิโอและเขียนโปรเจกต์ที่ตั้งใจจะให้เป็นตัวจบของที่เรียนอยู่ส่งไป ก็คัดเลือกมา 10 คนจากอาเซียนทั้งหมด ไทย มาเลเซีย พม่า เอาจริงๆ เหมือนเราไปทำความรู้จักเพื่อนและหาคอนเนกชั่นมากกว่า เพราะไม่ได้เข้าโครงการแบบนี้มาตั้ง 5-6 ปีแล้ว เรารู้สึกว่าควรพาตัวเองไปเจอคนนู้นคนนี้ ลองคุยกับคนอื่นๆ ดูบ้าง
 
แต่ละคนก็เตรียมโปรเจกต์มาหลายระดับ มีทั้งคนที่ถ่ายทำแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ต้องการเงินทุนหรือโปรดิวเซอร์จากประเทศอื่นๆ มาร่วมมือกัน บางคนมีบทแล้ว แต่อย่างเราคือยังไม่มีบทหรืออะไรเลย แค่มาดูภาพรวมว่าถ้าจะทำหนังยาวเรื่องแรกต้องมีส่วนประกอบอะไรบ้าง เมนเทอร์ของโปรเจกต์มีพี่ใหม่, Anurag Kashyap ผู้กำกับจากอินเดีย และ Bernard Chauly จากมาเลเซีย 3 คนก็มีแนวทางคนละแนว เวลาเราเล่าโปรเจกต์ให้แต่ละคนฟังก็ได้ความคิดเห็นแตกต่างกันหมดเลย เราก็เหมือนได้ไปช้อปปิ้งไอเดีย ผลักเราไปทางอื่นๆ บ้าง

MORNING MOM / 2015 ( Photo Credit : PUANGSOI.COM
 
แอบเข้าไปดูมาว่าประเด็นของหนังที่โรสจะทำเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของครอบครัว พ่อแม่ ทำไมถึงสนใจเรื่องนี้
เรารู้สึกว่าตอนอยู่ไทย เราไม่ค่อยคิดถึงแม่ หรือไม่ได้คิดว่าเรากับที่บ้านเป็นยังไง แต่พอเราไปอยู่เยอรมนี บางทีมันคิดถึงบ้านหรืออยากกลับบ้านขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เราเองคุยกับแม่ผ่านหน้าจอตลอดเลย หรือทำไมเราไม่ได้คุยกับพ่อเลย เวลาฟุ้งซ่านหรืออยู่คนเดียวก็จะเกิดความคิดแบบนี้ขึ้นมา และเดือนมีนาคมปีที่แล้วเราไปหาพ่อที่สวนยางพาราที่หาดใหญ่ ก็ได้เห็นว่าคนคนหนึ่งมีอาณาจักรของตัวเองที่ตรงข้ามกับชีวิตเราที่กรุงเทพฯ มากเลย เขาตื่นตี 3 กรีดยาง เข้าห้องสมุด เราเลยสนใจชีวิตของพ่อแม่เราที่คู่ขนานกันไป ซึ่งเวลาเรากลับไปเปิดดูอัลบั้มรูปเก่าๆ ได้เห็นรูปที่เขารักกัน มีความสุข แต่สุดท้ายพอถึงจุดจุดหนึ่งแต่ละคนก็เติบโตไปตามวัย เราเลยอยากทำอะไรที่สะท้อนความสัมพันธ์บางอย่างในชีวิตเราตอนนี้
 
เราตั้งชื่อโปรเจกต์นี้ว่า ‘Rahula’ แปลว่าบ่วง เพราะการมีลูกมันก็คือการมีบ่วง ในขณะเดียวกันมันก็คือความรับผิดชอบ ไม่ว่าคนเราจะมีความสัมพันธ์แบบไหน พ่อแม่ สามีภรรยา เพื่อน ก็จะมีอะไรแบบนี้อยู่ ถ้าเราดึงผิดหน่อยก็เจ็บกันทั้งสองฝ่าย เราอยากให้ประเด็นมันเชื่อมไปทั้งหมดประมาณนี้ เพื่อที่เราจะได้รู้จักชีวิตพ่อแม่ ชีวิตเราเอง และอาจจะได้เรียนรู้อะไรจากโปรเจกต์นี้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่รู้นะว่าจะได้อะไร (หัวเราะ)


 
ในบทท้ายๆ ของ MY BEST FRIEND IS ME เรารู้ว่าโรสย้ายที่เรียนจากเบรเมินไปโรงเรียนศิลปะในเมืองฮัมบวร์ก การย้ายไปครั้งนั้นทำให้ได้เรียนภาพยนตร์อย่างที่อยากเรียนจริงๆ แล้วหรือยัง
สุดท้ายพอไปอยู่ตรงนั้นมันอาจไม่เจอสิ่งที่ใช่ 100% หรอก แต่ตรงนี้ก็ให้อะไรบางอย่างกับเรา อย่างน้อยคือ หนึ่ง เราอยากมาต่างประเทศใช่ไหม เราได้มาแล้ว สอง เราอยากเรียนรู้อิสระใช่ไหม ก็ได้เรียนรู้แล้ว ด้วยความที่เป็นคณะศิลปะมันก็สามารถทำอะไรก็ได้ บางคนลากหมาเข้ามาในห้องแล้วอธิบายว่านี่คือศิลปะไปสองชั่วโมง มันก็คงเป็นศิลปะล่ะมั้ง พอเราเจอสิ่งนี้ในพื้นที่ที่อิสระมากๆ เราจะตั้งคำถามว่าแล้วยังไงต่อวะ เพราะบางทีเราก็ไม่รู้จะไปทางไหน สุดท้ายเราก็ต้องรู้ประมาณหนึ่งว่าต้องการจะทำอะไร ที่นี่มีทุกอย่างให้เธอเลือก แต่ถ้าเธอไม่รู้ว่าจะทำอะไร เธอก็ทำไม่ได้อยู่ดี มันก็ทำให้เราเฟรมตัวเองประมาณหนึ่งว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่เราโอเคหรือไม่โอเค

( Photo Credit : PUANGSOI.COM
 
แล้วอะไรคือสิ่งที่โอเคและไม่โอเค
เราว่าการคุยกันคือสิ่งที่โอเค มีคลาสที่ให้ทุกคนไม่ว่าจะเรียนสาขาไหนมานำเสนอหัวข้อต่างๆ ผ่านงานที่ตัวเองทำหรือความรู้สึกตัวเอง เช่น โยนหัวข้อ Memory มา เรากำลังทำเรื่องอัลบั้มรูปถ่ายพ่อกับแม่อยู่ก็เอามาพูด คนเรียนฟิล์มก็จะคิดว่าจริงๆ แล้วภาพถ่ายมันเป็นแค่รูป เรื่องราวที่เราใส่ไปในภาพถ่ายมันมาจากคนดู ฝั่งคนที่เรียนสังคมก็พูดว่าแล้วเราจะเชื่อภาพข่าวหรือภาพสงครามว่าเป็นเรื่องจริงได้ยังไง พอเอาคนในวงการต่างๆ มาพูดเรื่องเดียวกัน เราก็ได้แชร์มุมมองของตัวเอง มันดีกว่าการที่เราเรียนคณะศิลปะแล้วมีแต่เด็กศิลปะมานั่งคุยกัน ทำไมใช้เส้นนี้ ทำไมใช้สีนี้ สำหรับเราสิ่งที่ไม่โอเคก็คือการคุยกันหรือนั่งประชุมโดยที่ไม่นำไปสู่อะไรนี่แหละ
 
ฟังดูเหมือนการเรียนศิลปะของคนเยอรมันจะเป็นอิสระมาก แล้วอย่างนี้จะวัดกันยังไงว่าเรียนจบแล้ว
ตามหลักของปริญญาโทก็คือเรียน 2 ปี 4 เทอม แต่คนเยอรมันเองจะไม่ค่อยเรียนตามนี้ เขาจะรักษาสถานะนักเรียนของตัวเองไว้ เพราะมันได้สิทธิพิเศษ ส่วนลดค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ซึ่งก็ทำให้เขาได้เข้าถึงข้อมูลเยอะขึ้น สำหรับคนที่นั่น โรงเรียนไม่ได้เป็นแค่ที่ไปเรียน แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเหมือนไปห้างสรรพสินค้าน่ะ ชอบวิชานี้หรืออาจารย์คนนี้ก็มาเรียน บางทีก็หิ้วลูกมาเรียนด้วยซ้ำ แต่สำหรับเราซึ่งเป็นคนต่างชาติอาจไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น เราเรียนเสร็จเพื่อจะไปทำงาน และเราจะไม่กลับไปเรียนอีกแล้ว มีเวลาแค่สองปี ยังไงก็ต้องจบ สุดท้ายชีวิตเราก็ต้องกลับมาอยู่ที่เมืองไทย
 
ไม่คิดอยากทำงานที่นั่นต่อเหรอ
(คิดนาน) เราว่าเป็นเรื่องทางจิตใจมากกว่า คุณภาพชีวิตที่เยอรมนีดีกว่าอยู่แล้วแหละ ถึงเราเสิร์ฟที่ร้านอาหารก็ได้เงินเยอะกว่าทำงานที่นี่ด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้เป็นพลเมืองชั้นหนึ่งของเขา มันไม่ง่ายที่จะเอาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ใหม่ๆ ที่เราก็ไม่ค่อยรู้ภาษาเขาเท่าไหร่ เพื่อนก็ไม่ได้มีขนาดนั้น บางคนเขาอาจจะทำได้นะ แต่สำหรับเราที่คิดว่าต่อวีซ่าทีนึงต้องไปนั่งรอ ไปขออนุญาตพร้อมเงินก้อนใหญ่แล้วบอกว่าให้ฉันอยู่ต่ออีกปีเถอะ บางทีก็รู้สึกเหนื่อย และถ้าทำงานที่นั่น เราอาจต้องมองหาลู่ทางใหม่ เผลอๆ อาจต้องกลับไปเรียนภาษาอีกครั้ง หรืออาจต้องขวนขวายกว่านี้
 
แต่ที่เมืองไทยมันก็เหมือนกลับสู่เซฟโซนมั้ง มีคนที่เรารู้จักและทำงานด้วยกันได้ เข้าใจกัน ถึงแม้ไม่เข้าใจแต่ก็ยังเป็นภาษาเดียวกัน ที่นู่นมันมีเลเยอร์ของปัญหาว่าสรุปที่เราไม่เข้าใจกันเพราะภาษาเราไม่เคลียร์หรือเป็นเพราะเราทำงานด้วยกันไม่ได้จริงๆ ต้องเข้มแข็งอดทนไปอีกระดับ ซึ่งบางทีเราอาจไม่ได้เข้มแข็งขนาดนั้นเมื่ออยู่เมืองนอก
 
ถ้ากลับมาไทยแล้ว คอนเซปต์เรื่องเล่าจากสามเมืองในเพจ my dear strangers จะยังเป็นในรูปแบบไหนต่อ
จริงๆ ตอนนี้ก็หยุดไปบ้างเพราะทุกคนต่างมีงาน เรามาลุยโปรเจกต์หนังของเรา จอยซ์ก็กลับจากลอนดอนมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเปิด Curator Lab เป็นแพลตฟอร์มให้ศิลปินกับคิวเรเตอร์ได้มาทดลองทำงานด้วยกันที่นั่น ส่วนนุ่มก็กำลังจะเรียนจบจากนิวยอร์กและเตรียมกลับไทยเหมือนกัน จริงๆ พวกเราก็คิดกันอยู่อาจจัดเสวนาเล็กๆ หรือเวิร์กช็อปชวนมาคุยกันเรื่อง my dear strangers ก็ได้ หรือหัวข้ออย่างคิวเรเตอร์คืออะไร บางทีเราก็ไม่รู้เหมือนกัน เลกเชอร์ในบรรยากาศสบายๆ ให้คุยกันได้
 

จริงๆ แล้ว เนื้อหาที่เล่าใน my dear strangers คืออะไร และเราอยากส่งต่อประโยชน์ให้คนอ่านยังไงบ้าง
ที่มาเริ่มจากจอยซ์อยากทำแพลตฟอร์มหรือเพจที่พูดเรื่องวัฒนธรรมหรือศิลปะจากหลายมุมโลก เล่าวิถีชีวิตของคนเมืองนั้นหรือนิทรรศการศิลปะต่างๆ ที่เราไปมา อีกคนก็อาจหางานหรือประเด็นคล้ายๆ กันมาพูดต่อยอด เป็นเหมือนบทสนทนาระหว่างกันประมาณหนึ่ง ฟีดแบ็กที่น่าสนใจมากๆ คือมีคนรุ่นผู้ปกครองที่อ่านไปพร้อมกับลูกเพราะลูกสาวอยากเรียนศิลปะ ก็ได้มีเรื่องคุยกัน นี่คือสิ่งที่เราอยากสร้างให้เกิดขึ้น เพราะถ้าพูดถึงศิลปะ เรามักจะนึกออกแต่วัยรุ่นหรือเด็กมหาวิทยาลัยที่จะคุยกันเรื่องนี้ ซึ่งที่เยอรมนี เวลาไปพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เราไม่ได้เจอแค่วัยรุ่น แต่เป็นทั้งครอบครัว คุณปู่คุณย่าพากันมา เรารู้สึกว่ามันควรจะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเข้ามาได้ ไม่ได้เป็นพื้นที่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

( Photo Credit : my dear strangers )
 
เพจเล่าประสบการณ์ส่วนตัวมันสะท้อนหรือสร้างแบรนดิ้งให้คนทำมากน้อยแค่ไหน
มันก็เหมือนเฟซบุ๊กส่วนตัวนั่นแหละ สุดท้ายไม่ว่าจะโพสต์อะไรก็มีน้ำเสียงของเราอยู่แล้ว ซึ่งเป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสียในแง่ที่ว่ามันเป็นแบรนดิ้งชัดๆ ไม่ว่าเราจะตั้งใจหรือเปล่า เราแชร์เพลงนี้ทั้งๆ ที่เราอาจไม่ได้ติดตามขนาดนั้น เพราะเราอยากบอกว่าฉันรู้จักวงนี้นะ เธอรู้จักไหม ถ้าไม่รู้จัก ฉันก็อาจเป็นคนเดียวที่รู้จักก็ได้ ซึ่งมันเป็นแค่สิ่งที่แสดงออกมาให้คนอื่นเลือกว่าเขาจะติดตามเราไหม อย่างเพจ ถ้าเรื่องที่พูดน่าสนใจ เราก็ตามอ่านต่อ การทำเพจคือการที่เรามีประเด็นอยากบอกและเรารู้แหละว่าเราจะพูดกับใคร คนจะมากดไลก์เพจเราเพราะอะไร
 
พอเริ่มมีคนรู้จักโรสมากขึ้นจากงานเขียน ท่าทีของสิ่งที่เราโพสต์ลงเฟซบุ๊กหรือเขียนในโลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงไปรึเปล่า
สำหรับเรา เราคิดว่าเราแค่มีกระบอกเสียงเพื่อจะส่งสารไปได้ไกลมากขึ้น อย่างที่เราเขียนหนังสือหรือในเว็บไซต์ The MATTER มันก็มีพลังมากขึ้นอีกนิดในการบอกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในสังคมส่งไปถึงคนอ่านที่ชื่นชอบภาษาเรา อาจไม่ถึงขั้นเปลี่ยนโลกหรอก แต่อย่างน้อยได้มีคนรู้เรื่องนี้เพิ่มขึ้นอีกนิดนึงนะ ซึ่งแพลตฟอร์มของเพจเฟซบุ๊กหรือหนังสือก็ชอบธรรมพอที่เราจะเขียนเรื่องที่อยากเล่าและคนอ่านก็จะฟังเรามากขึ้น ไม่ต้องเชื่อ 100% ก็ได้นะ เพราะเวลาเราเขียนอะไรก็ไม่อยากให้คนอ่านเชื่อทั้งหมดขนาดนั้น
 
เป็นคนทำอะไรได้หลายอย่างมากๆ ขนาดนี้ มีระบบจัดการในหัวยังไงว่าช่วงไหนควรต้องทำอะไร
เราเป็นโรคหนึ่งคือต้องทำงานอะไรก็ได้ออกมาสักอย่าง ไม่อย่างนั้นเราจะนอยด์ เช่นมีงานซีน เห็นเดดไลน์ก็จะคิดแล้วว่าตอนนี้ทำอะไรดีวะ ตั้งเป้าหมายไว้เพื่อจะบรรลุความรู้สึกให้ตัวเราสบายใจ จะเรียกว่า multitasking ก็ใช่ แต่ก็เหมือนเราไปไม่สุดสักทาง ข้อดีก็คือพอมาดูผลงานที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นว่าเราทำได้นี่ และอาจจะดีก็ได้ที่เป็นอย่างนี้ เราไม่ได้หยุดแค่ว่าจะทำหนังสือตลอดไปหรือทำหนังตลอดไป เซอร์ไพรส์ตัวเองดีว่าเราอาจจะไม่ต้องไปทางไหนทางหนึ่งก็ได้ ในเมื่อสิ่งที่ผ่านมามันพิสูจน์เราแล้ว มีปัญหาแค่เวลาคนถามว่าเราเป็นอะไร จะนิยามตัวเองว่าอะไรนี่แหละ

( Photo Credit : PUANGSOI.COM
 
งานอีกอย่างที่โรสทำได้เหมือนกันก็คือซีน (หนังสือทำมือ) ทำไมถึงเริ่มสนใจรวมสิ่งที่อยากเล่าออกมาผ่านซีน
นี่ก็เป็นงานที่ทำเพื่อไม่ให้ตัวเองนอยด์นี่แหละ ได้ประมวลอะไรออกมาเป็นชิ้นว่าเราไม่ได้อยู่ว่างเฉยๆ นะ บางเล่มก็ไม่ได้ขายด้วยซ้ำ เก็บไว้ให้ตัวเองดู ซึ่งมันอาจเป็นประโยชน์ต่อการทำงานชิ้นต่อๆ ไปก็ได้ ผลลัพธ์สุดท้ายอาจเป็นหนังสือ วิดีโอ ภาพยนตร์ แต่มันก็เริ่มจากก้อนที่เราเอามารวมกันนี้ ตอนแรกไม่ได้คิดว่าเราจะทำสิ่งที่เรียกว่า ‘ซีน’ มันแค่พรินต์กระดาษออกมาเย็บเล่มให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้ ไม่ได้อยู่แค่บนหน้าจออย่างเดียว พอดีมีคำที่เรียกสิ่งนี้ว่าซีน โอเค งั้นเรียกว่าทำซีนก็ได้ มันคงเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ให้ความรู้สึกว่าเราก็สามารถทำหนังสือเองได้นี่หว่า แค่เริ่มพิมพ์ เริ่มเขียน มันก็ได้แล้ว แต่ถ้าเราคาดหวังให้มีคนชอบ มีคนซื้อ เราก็ออกแบบใหม่ไหม กลับไปจุดเริ่มต้นว่าเราควรทำหนังสือเล่มนี้ออกมาทางไหนยังไง ก็วกกลับไปสู่คำถามเรื่องแบรนดิ้งอีกแหละ
 
ทั้งที่จริงๆ จะเผยแพร่ผลงานต่างๆ ของตัวเองผ่านทางเพจหรือโซเชียลมีเดียได้ ทำไมโรสเลือกที่จะเก็บงานไว้กับ space bar ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของเว็บไซต์อยู่
มันดีในแง่เป็นพื้นที่ที่รวมผลงานทุกอย่างที่เราทำ ทั้งหนังสือ วิดีโอ กราฟิก โปสเตอร์ พอคนกดเข้ามาดูก็อาจเห็นว่าเราไม่ได้ทำแค่วิดีโออย่างเดียว ไม่ได้ทำซีนอย่างเดียว แต่ทำกราฟิกได้ด้วยนี่นา มองภาพรวมของงานที่เราทำเชื่อมโยงกันมากขึ้นว่าแบรนดิ้งของเราประมาณนี้ มู้ดแอนด์โทนทั้งหมดประมาณนี้นะ และยังเห็นประวัติศาสตร์บางอย่างในงานของเรา นี่คือซีนที่ทำเมื่อ 3 ปีที่แล้ว กราฟิกที่ทำเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แล้วตอนนี้เป็นยังไง เราสามารถจัดระเบียบของเราได้ว่ามีการพัฒนาหรือเปล่า ซึ่งเพื่อนต่างชาติส่วนใหญ่เขาก็เก็บงานไว้ในเว็บไซต์เหมือนกัน ฟังก์ชันเฟซบุ๊กสำหรับเขาคือแค่มีไว้ ไม่ได้เป็นทุกอย่างเหมือนที่คนไทยใช้ บางครั้งเราโพสต์งานตัวเองลงเฟซบุ๊ก สุดท้ายมันก็จะเป็นฟีดฟีดหนึ่งที่ปลิวไป
 
โฟกัสเฉพาะศิลปินหรือคนทำงานศิลปะ จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องบอกเล่างานหรือความคิดตัวเองผ่านทางโลกออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้งานของเราส่งไปถึงคนอื่นมากขึ้น
ตอนนี้ยุคเราเป็นยุคหน้าตาและภาพน่ะ สุดท้ายศิลปินก็ต้องบอกแหละว่าทำอะไรอยู่ แต่เราไม่ชอบการวัดความเป็นศิลปินตรงที่ว่า ถ้าโพสต์ขายเยอะ มึงไม่ใช่ศิลปิน โพสต์น้อยมึงถึงจะเป็นศิลปิน มันไม่เกี่ยว แพลตฟอร์มนี้ดีตรงที่เราไม่ต้องเช่าแกลเลอรี่และได้แสดงงานตัวเองฟรีๆ ทุกคนเข้าถึงได้แค่มีอินเทอร์เน็ต โดยที่เราก็ไม่ได้หวังจะเรียกแขกขนาดนั้นและยังส่งไปให้คนอีกซีกโลกหนึ่งเห็นงานของเราได้อีก มองในมุมนี้มันก็เวิร์ก
 
ในขณะเดียวกัน ก็อย่าเพิ่งไปหลงกับ 5,000 ไลก์หรือ 10 ไลก์ที่จะตัดสินว่าเราประสบความสำเร็จหรือเปล่า ในแง่มูลค่า ลูกค้าเขามองอยู่แล้วล่ะว่าถ้าได้ 5,000 ไลก์ โอเค จ้างเรา แต่บางทีคนที่มากดไลก์ก็คือคนเดิมๆ ที่ชมเรา ก็ทำให้เราไม่ไปไหนเหมือนกัน สู้ให้มีอีกคนมาบอกว่างานเราไม่ดีเพราะอะไร ก็เป็นตัวผลักดันให้เราทำงานอีกรูปแบบหนึ่งได้


 
คิดไว้หรือยังว่าถ้ากลับมาไทยแล้วจะทำอะไร
จริงๆ ก็ควรจะคิดได้แล้วแหละ (หัวเราะ) ใจหนึ่งเราก็อยากเป็นอาจารย์ แต่ยังไม่พร้อมขนาดนั้น คงต้องดูความน่าจะเป็นเรื่อยๆ ก่อน ก็คงทำงานสายภาพยนตร์ แต่อาจไม่ได้เป็นผู้กำกับหนังจ๋า ต้องบาลานซ์ตัวเองว่าตอนนี้คงทำแค่สิ่งที่อยากทำไม่ได้แล้ว โตขึ้นมันก็มีภาระหน้าที่อื่นๆ ตามมา เรื่องครอบครัว เรื่องตัวเอง คนเราก็ต้องกินข้าว จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเทอมลูกรึเปล่า
 
สุดท้ายคนทำงานศิลปะอยู่ด้วยศิลปะไม่ได้เหรอ
มันอาจมีคนที่เป็นศิลปินจริงๆ ก็ได้ แต่เราไม่ได้เป็นศิลปินขนาดที่จะตอบได้ว่าเราอยู่เพื่อศิลปะ เราต้องมีชีวิตด้านอื่นๆ ก็คงต้องคิดอีกทีว่าจะทำอะไรที่ได้เงินโดยเราไม่ซัฟเฟอร์ไปพร้อมกัน อาจไม่ใช่งานที่เรารัก 100% หรอก ไม่ใช่งานเหมือนตอนอายุ 20 ที่เราทำอะไรก็ได้แล้ว สุดท้ายถึงเราจะได้ทำงานที่ชอบมากๆ แต่ก็ต้องมีบางอย่างที่ไม่ชอบอยู่ดี เราอาจไม่สามารถเป็นนักเขียนหรือฟรีแลนซ์ได้ตลอดไป ต้องมีแกนหลักอะไรสักอย่างว่านี่คือสิ่งที่เป็นรายได้หลักของเรานะ แล้วค่อยยิบย่อยแตกกิ่งไป ถ้าทำงานหลักแล้วเบื่อก็แวบไปทำอันนี้ให้มันไม่เบื่อจนเกินไป
 

SPACEBAR TEAM

WEB DESIGNER