SPACEBAR TEAM

WEB DESIGNER

SPACEBAR TALK : เหงา เศร้า แต่ยิ้มได้ ความบิดเบี้ยวในภาพวาดของ เตว-จารุวัฒน์ น้อมรับพร ที่ทำให้เราหลงรักงานสีน้ำมันอีกครั้ง

2017-03-12 05:15:18

เตว-จารุวัฒน์ น้อมรับพร เป็นนักศึกษาสายวิทย์ ที่เบนเข็มชีวิตมาทำงานศิลปะที่เขาหลงใหลแต่เด็ก หลังจากเปิดเพจเฟซบุ๊กที่ชื่อ LoveSyrup เพื่อนำเสนอภาพวาดของตัวเอง งานของเขากลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นเพราะมีเอกลักษณ์ชัดเจน อย่างลายเส้นและสัดส่วนที่บิดเบี้ยวและการใช้สีสันประหลาดตากว่าที่เคยเห็นมา

ล่าสุดเขาเพิ่งออกงาน Art Ground 02 ที่ The Jam Factory มีผลงานภาพวาดทั้งสีน้ำมันและสีชอล์กไปโชว์ มีโปสการ์ดหนังที่เขาวาดไว้หลายเวอร์ชันไปขาย บางช่วงยังเปิดวาดภาพพอร์ตเทรตอีกด้วย งานหลากหลายรูปแบบที่เขาทำ ทำให้เราเชื่อว่า 2 ปีในวงการศิลปะเขาหมั่นพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และที่สำคัญ เขาทำให้มันขายได้ด้วย


ย้อนกลับไปช่วงที่ยังเรียนสายวิทย์อยู่ ทำไมถึงสนใจเรื่องศิลปะได้

ไม่รู้เลยนะ  แต่เราชอบวาดรูปตั้งแต่เด็กๆ แต่พ่อไม่เข้าใจเท่าไหร่ เลยไม่ได้ผลักดันให้ไปในสายนี้ เราก็ขวนขวายด้วยตัวเอง เก็บเงินซื้ออุปกรณ์ด้วยตัวเอง จนมาเรียนจบถึงได้เข้าเรียนคลาสศิลปะที่ดูจริงจังขึ้นมา พร้อมๆ กับที่เริ่มดูหนังด้วย หนังเรื่องไหนที่เราประทับใจหรือมีฉากสวยๆ เราก็หยิบมาวาดเลย สิ่งที่ชอบอีกอย่างหนึ่งก็คือการเดินเที่ยว เงียบๆ เดินเล่นในกรุงเทพฯ บางทีถ้าเราเดินเจอแดดสวย เจอคน เจอซีนที่น่าสนใจ หรือบางทีแค่ต้นไม้ เราก็จะสเก็ตช์ภาพไว้


ข้อดี-ข้อเสียของการไม่มีกรอบความคิดจากการเรียนศิลปะโดยตรง มันคืออะไร

ข้อเสียคือเราจะไม่มั่นใจเลยว่าเราดีพอหรือยัง ขนาดพี่ที่โรงเรียนศิลปะบอกเราว่า งานดีแล้วนะ ภาพสวยนะ แต่เราก็ยังรู้สึกว่า มันจริงเหรอ หรือเกิดคำถามว่าสิ่งที่เราทำ มันดีพอแล้วเหรอ ที่เราไม่มั่นใจเพราะคิดว่า งานเรามันน่าจะยังไม่ได้ผ่านตาคนในวงกว้างมากพอ เราเลยไม่รู้สึกว่ามันดียังไงหรือไม่ดียังไง มันเป็นความคิดของเราคนเดียวว่า ขอทำไปเรื่อยๆ ไว้ดูเองดีกว่า เพราะจะรู้สึกอุ่นใจ เมื่อก่อนเราเคยคิดแบบนี้ จนได้โชว์งานสู่สาธารณะชน มีคนเห็นงานเรามากขึ้น หลายคนบอกว่าชอบงานเรา มันก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาก คือเราจะรู้สึกดีกับตัวเอง ซึ่งในฐานะศิลปิน มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าสามารถทำงานได้มากกว่านี้ หรือดีกว่านี้ขึ้นไปอีก
แต่ข้อดีคือ เราไม่กลัวที่จะวาดเบี้ยว ใช้สีเน่า หรือจัดองค์ประกอบของภาพไม่ตรงกับหลักการ แม้เราจะมีความรู้เรื่องหลักการอยู่บ้าง คือเรากล้าที่จะหยิบสีอะไรก็ได้ เรากล้าที่จะทำภาพอะไรก็ได้ ผลสรุปแล้วภาพนั้นจะดีหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่มันคือความกล้าที่ทำให้เราลองวาดหลายๆ แบบจนกลายเป็นเราในที่สุด


ความมั่นใจในตัวเองมันดีอย่างไร

พอเริ่มมั่นใจขึ้น เราก็จะอยากทำงานหลายแบบมากขึ้น คิดเล่นๅ เราอาจจะเอาภาพที่วาดแล้วหรือวาดภาพใหม่ขึ้นมาให้มันดูเป็นงานแอบสแตร็คขึ้น เพื่อทำเป็นงานปั้นหรือพิมพ์ลายบนผ้า เราเชื่อว่าเรายังทำงานได้อีกหลายหลายแบบ มันไม่หยุดที่แค่การเพนติ้งและขายโปสการ์ดเพียงอย่างเดียว


การทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จักมากขึ้นมันดีขึ้นจริงๆ เหรอ

สำหรับเราที่รู้ว่าไม่ได้วาดรูปสวยมาก เราคิดว่าการขายตัวเองให้เป็น คือสิ่งที่จำเป็น จะบอกว่าทำตัวสูงส่งแล้วก็มั่นใจว่างานฉันดี มันก็ทำได้ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ทำงานศิลปะแบบตามตำราอย่างเราก็ควรใช้เครื่องมืออย่างโซเชียลมีเดียมาทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะถ้าเราไม่ได้เครื่องมือเหล่านี้มาช่วย มันก็ยากที่เราจะเกิดในวงการนี้ได้ หรือทำเงินหาเลี้ยงชีพจากวงการนี้ได้ เพราะเอาเข้าจริง เดิมทีแล้ววงการนี้มันเป็นพื้นที่สำหรับคนทำศิลปะเท่านั้นเลย เป็นพื้นที่สำหรับคนที่ต้องมีคอนเน็กชัน ดังนั้นก็จะไม่ค่อยมีใครมาเห็นงานของคนที่อยู่นอกวงการหรือคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างเรา
แต่จริงๆ เราเปิดเพจเฟซบุ๊กเพราะอกหักนะ ถ้าไปดูสิ่งที่โพสต์แรกๆ ในเพจ LoveSyrup จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับตัวเอง เช่นว่า อกหักแล้วรู้สึกอะไรหรือคิดอะไรอยู่ แล้วกลายเป็นว่าเริ่มมีคนตามเยอะขึ้นเรื่อยๆ เราก็เริ่มอัพโหลดภาพวาดผลงานของเราทุกชิ้นเลย ถ้าย้อนกลับไปดูก็จะเห็นพัฒนาการของเราขึ้นมาเรื่อยๆ มันก็เป็นเหมือนบันทึกของเราอย่างหนึ่ง ที่เมื่อย้อนกลับไปดูก็แค่คิดถึงว่าตอนนั้นเราเป็นคนแบบไหน หรือทำงานศิลปะแบบไหนอยู่


ภาพวาดของคุณส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากไหนบ้าง

ศิลปินคลาสสิกบางคนที่ทำงานระดับขึ้นหิ้งเลย แต่ไม่ได้ดูงานของคนอื่นเยอะเท่าไหร่ เพราะเดี๋ยวงานที่วาดมันจะสะเปะสะปะ แล้วก็ชอบดูงานภาพประกอบของศิลปินชาวฝรั่งเศส ที่จะมีเอกลักษณ์เป็นงานที่ดูบิดเบี้ยว ดูไม่จริง ซึ่งงานแบบนี้ศิลปินคนนั้นคือดังมาก เราก็เชื่อว่างานของเรามันก็น่าจะดังได้ คือดูแล้วมีแรงบันดาลใจ (หัวเราะ) ตอนนี้พยายามสร้างงานให้ ออกมาได้เยอะๆ ก่อน จะได้รู้ว่าตัวเองจะเบนเข็มไปทางไหน หรือชอบงานสไตล์แบบไหนมากที่สุด ให้ถึงขั้นที่เราสามารถมองเห็นตัวเองได้จากภาพวาด ว่าเรากำลังหมกมุ่นกับอะไรอยู่ ณ เวลานั้น


คุณมีความคิดเห็นกับการขายงานศิลปะอย่างไร

เมื่อก่อนเราไม่ขายภาพของเราเลย จะไม่ทำของขาย คือมีอีโก้ ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้ดังด้วยนะ คือเราห่วงภาพวาดของเรามาก เพราะเรารักภาพของเรา แต่พอเริ่มมีคนอยากซื้อภาพของเรามากขึ้นเรื่อยๆ เราก็คิดได้ว่า แล้วเราจะเก็บภาพไว้ทำไม เดี๋ยวก็เต็มบ้าน แล้วบ้านก็รก ดังนั้นก็ขายไปเถอะ พอขายงานไปสักพัก เราก็รู้สึกว่า มันก็แค่นั้นเอง เราก็แค่คนสร้างงานที่พอมีคนมาเห็นมาชอบก็ขายไป มันก็เป็นวัฏจักรหนึ่ง ตอนนี้คือ ใครอยากได้อะไรก็ขายหมดเลย ไม่ค่อยห่วงผลงานแล้ว เพราะยังไงมันก็เป็นของเรา อยู่ที่ไหนมันก็เป็นของเรา เพราะเราเป็นคนสร้างมันขึ้นมา คิดอีกทีมันก็คือ การไม่ยึดติด คือเราไม่ได้คิดลบเรื่องการขายงานศิลปะอีกแล้ว แต่ก่อนคือเข้าขั้นแอนตี้การขายงานเลย แต่สุดท้ายแล้วการไม่ขายงานเลยมันก็อยู่ยาก ยิ่งชีวิตที่อยู่ในเมืองแล้วด้วย
อีกอย่างคือเราจะไม่ค่อยเซ็นชื่อลงบนชิ้นงานด้วยนะ แม้พี่ที่โรงเรียนศิลปะจะบอกว่าเราว่าให้เซ็นชื่อด้วย เพราะเมื่อเรายังไม่เก๋าพอ มีคนมาเห็นจะได้รู้ว่าเป็นของเรา แต่เรากลับรู้สึกว่าการมีลายเซ็นมันกวนสายตาของคนที่มองงาน หรือสุดท้ายแล้วสายตาของคนดูก็ไปจบที่ลายเซ็น ซึ่งมันควรจะวนอยู่ในภาพมากกว่า


ยุคที่คนสร้างตัวตนกันง่ายขึ้นในโลกโซเชียลมีเดียมันยากขึ้นไหมสำหรับเราที่ต้องโดดเด่นกว่าศิลปินหน้าใหม่อีกหลายร้อยคน

เราไม่เคยรู้สึกว่าต้องแข่งกับใครเลยนะ คือก็แค่ทำงานของเราไป เราดูงานของคนอื่นบ้างเพื่ออัพเดตว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว แต่ไม่ถึงขั้นต้องถีบตัวเองหรือต้องต่อสู้กับใคร อีกอย่างคือ เราเป็นคนช้าๆ เอื่อยๆ ด้วย เลยไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับการแข่งขันเท่าไหร่ แต่มันก็มีการแข่งขันแบบที่เราชอบนะ เช่น ถ้าเรามีเพื่อนที่เป็นจิตรกรเหมือนกัน แชร์ห้องกันอยู่ ก็อยากจะแข่งกันว่าใครจะทำงานออกมาได้เจ๋งกว่ากัน แต่ไม่ใช่การแข่งขันกับคนทั้งวงการ เหมือนแวนโก๊ะกับโกแกงที่เป็นศิลปินทั้งคู่ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่ก็แอบแข่งขันกันเล็กๆ ด้วย


ยังรู้สึกว่าต้องฝึกฝนตัวเองให้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ ไหม

ทั้งใช่และไม่ใช่แหละ ถ้าคิดจริงๆ คือเราไม่ได้อยากเก่งขึ้นแล้ว เพราะยิ่งวาดบ่อยเรื่อยๆ เราก็จะยิ่งแม่นขึ้นในเรื่องเส้นสายหรือการใช้สี ซึ่งเราไม่อยากเป็นแบบนั้น เพราะเราไม่อยากให้ภาพที่เราวาดมันถูกต้องไปซะทั้งหมด เราไม่อยากให้มันตรงสัดส่วน ไม่อยากให้เนี้ยบ แต่เราอยากรักษาความมั่วของตัวเองไปเรื่อยๆ ซึ่งมันก็ยากมาก แต่ก็ไม่ได้ฝืนตัวเอง ไม่ได้รังเกียจความแม่นในงานวาดเลย แต่ก็อยากรักษาลายเซ็นความบิดเบี้ยวหรือความไม่สมบูรณ์ในภาพของเราไว้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราสบายใจ

ยังอยากลองทำงานศิลปะแบบไหนอีกบ้าง

เรายังไม่ได้ขยับไปลองงานแบบอื่นๆ แต่ก็อยากมองอันที่มันไม่ใช่เพนติ้งไปเลยเหมือนกัน ในอนาคตก็อยากจะทำแบรนด์ ทำลายผ้าเป็นของตัวเอง และมีอีกสิ่งหนึ่งที่รุ่นพี่ในโรงเรียนศิลปะเล่าให้ฟังว่า การทำงานศิลปะมันยังอีกกว้างมาก อย่างเช่น มันมีงานศิลปะที่ไปมีส่วนร่วมกับชุมชนด้วย คือไปสร้างห้องผ่าตัดแล้วก็ยกให้ชุมชนนั้นเลย โอ้โห เราประทับใจมากเพราะมันก้าวข้ามการแสดงศิลปะในแกลเลอรี่ ก้าวข้ามพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว ซึ่งมันก็ทำให้เราไม่กลัวอะไรเลยสำหรับการทำงานศิลปะรูปแบบอื่นๆ ในอนาคต

SPACEBAR TEAM

WEB DESIGNER