SPACEBAR TEAM

WEB DESIGNER

SPACEBAR TALK : สะกดรอยตัวตน 'มิกกี้' - วิธวัช อัศวมานะศักดิ์ ค้นหาที่มาที่ไปของ Photo book 'สะกดรอยหนัง'

2017-02-19 07:37:18

     เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วโฟโต้บุ๊กที่ชื่อว่า Tokyo Story: Junejune x Meiko ผลผลิตจากแพสชั่นของ มิกกี้-วิธวัช อัศวมานะศักดิ์ และ ป้อง-นภสร แย้มอุทัย สองผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ ‘ตอนต่อไป’ (www.facebook.com/tontorpaibooks) ได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจให้กับวงการสิ่งพิมพ์เป็นอย่างมาก
     เหตุผลที่เราเลือกใช้คำว่าปรากฏการณ์ เพราะหนังสือกึ่งไกด์บุ๊กกึ่งโฟโต้บุ๊ก ที่มีคอนเซปต์ ‘สะกดรอยหนัง’ (www.facebook.com/sakodroyfilm) เล่มนี้ ได้จุดกระแสให้ ‘โฟโต้บุ๊ก’ (Photo Book) กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และซึมเข้าไปอยู่ในรสนิยมของคนยุคปัจจุบันอย่างช้าๆ (วัดได้จากหลายสำนักพิมพ์ที่คลอดโฟโต้บุ๊กในสไตล์คล้ายๆ กัน มาแย่งพื้นที่กันเต็มแผงในช่วงที่ผ่านมา)


     แน่นอนว่ากระแสความนิยมก็ทำให้ทั้งสองส่งโฟโต้บุ๊กลำดับสองและสาม ซึ่งได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ทั้ง Real Life: Fon x Belle และเล่มล่าสุด 8 Days 7 Nights Chasing Mr.M : Violette x Junejune ออกมาด้วยเช่นกัน
     ไม่ปฏิเสธว่าเราประทับใจผลงานทุกเล่มของพวกเขาที่ผ่านมา แต่วันนี้เราอยากรู้จักเบื้องลึกของหนังสือทั้งสามเล่มให้มากขึ้น จึงพาตัวเองมานั่งพูดคุยกับ มิกกี้-วิธวัช ตากล้องผู้รับหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพถ่ายสวยๆ ทั้งสามเล่ม
     พร้อมพูดคุยถึงเรื่องราวความเสี่ยงในการทำธุรกิจ Self-Publishing ประสบการณ์การทำโฟโต้บุ๊กที่เขาพูดเองว่าทำให้ตัวเขากลายเป็น ‘คนที่ดีขึ้น’ รวมถึงโฟโต้บุ๊กเล่มที่ 4 ของพวกเขาว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร


ผู้ชายที่บอกว่าตัวเองไม่ใช่ตากล้องมืออาชีพ แต่มีโฟโต้บุ๊กของตัวเองออกมาแล้วถึง 3 เล่ม เกิดอะไรขึ้นกับคุณ  
     ตอนแรกที่เริ่มเราก็ไม่รู้ว่าจะจริงจังกันขนาดไหนนะ ก็เริ่มทำไปก่อน ช่วงแรกก็คุยๆ กับ พี่ป้อง (นภสร แย้มอุทัย – อดีตผู้จัดการโรงภาพยนตร์ House RCA) คือเราชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น ตอนไปก็จะเห็นโฟโต้บุ๊กเยอะมาก ก็ชอบซื้อกลับมา แล้ววันหนึ่งก็อยากมีของตัวเองบ้าง เพราะในเมืองไทยเมื่อสัก 3-4 ปีที่แล้วคนทำโฟโต้บุ๊กมีน้อยมาก ตอนนั้นก็เก็บความรู้สึกส่วนตัวไว้ก่อน ไม่ได้พูดอะไร จนพี่ป้องเขาไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วรู้สึกชอบเหมือนกัน ก็คุยกันเล่นๆ ว่าลองทำโฟโต้บุ๊กที่ญี่ปุ่นกันดูไหม ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงหลังหนังเรื่อง MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY (2013) เข้าฉาย พี่ป้องแกก็สนิทกับเต๋อ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) แล้วก็น้องๆ (จูนจูน-เมโกะ) ก็เลยเอาวะชวนกันไปดู

แล้วคอนเซปต์เริ่มชัดเจนได้อย่างไร ว่าต้องเป็นการสะกดรอยหนัง
      อันนี้ไม่ชัวร์ เพราะไอเดียนี้มาจากพี่ป้อง คือพี่ป้องเขาไปญี่ปุ่นแล้วไม่อยากเที่ยวเหมือนคนทั่วไป บวกกับแกชอบดูหนังญี่ปุ่น อย่าง Always (2005) หรือ All About Lily Chou-Chou (2001) ก็เลยอยากไปตามรอยหนัง ซึ่งแกก็ไปเซอร์เวย์มาก่อนรอบหนึ่ง แล้วพอกลับมาก็มาคุยกันว่าอยากทำโฟโต้บุ๊กว่ะ แล้วทำให้เป็นเหมือนเป็นไกด์บุ๊กไปด้วย เพราะว่าคงมีชอบอะไรแบบนี้เหมือนกัน
      คือคงมีคนที่คิดว่าอยากเดินทางไปทุ่งหญ้าในหนัง All About Lily Chou-Chou จะทำยังไงดี แล้วถ้าเราเขียนอย่างเดียวเหมือนหนังสือทั่วไปก็คงไม่น่าสนใจ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้คิดเลยนะว่าจะเล่าในหนังสือยังไง มีแค่ลิสต์รายชื่อหนังไว้ก่อนว่าจะไปตามรอย 10 เรื่อง ก็ไปกันเลย โลเคชั่นถ่ายรูปก็ไม่เคยเห็นมาก่อน เล่มแรกเหมือนกับการอิมโพรไวส์หน่อยๆ แล้วก็กลับมาเรียบเรียงตอนหลังกันอีกที



แล้วโจทย์ของการตามรอยหนังสำหรับตากล้องมีความท้าทายอย่างไร
     ที่ที่ไปสักประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์เราไม่เคยไปมาก่อน (หัวเราะ) แล้วสิ่งที่ทุกเล่มต้องเจอตลอดคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่างวันหนึ่งวางแผนว่าจะไปสามโลเคชั่น แต่เราไม่รู้เลยว่าฝนจะตกไหม แดดจะออกไหม หรือโลเคชั่นที่พี่ป้องเคยมาเห็นเมื่อสามเดือนก่อน มาวันนี้ไม่อยู่แล้ว ก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไป แล้วบางทีเราต้องรีบเก็บภาพเพื่อที่จะไปต่ออีกที่หนึ่ง เพราะมีเวลาบีบอยู่ตลอด
     จริงๆ การทำงานแบบนี้ก็วางแผนได้นะ แต่งบเราน้อยไง (หัวเราะ) ข้อจำกัดที่มีเลยเยอะ บางทีเราควรจะอยู่ 10 วันเพื่อทำโฟโต้บุ๊กเล่มหนึ่ง แต่นี่เราบีบเหลือแค่ 3 วัน แล้วบางที่สวยตอนเที่ยงก็ไปไม่ได้ ต้องไปตอนห้าโมงเย็น น้องๆ ก็เหนื่อย เพราะวันหนึ่งทุกคนต้องเดิน 7-8 กิโลเมตร


กลับมาที่โฟโต้บุ๊กทั้งสามเล่มที่ผ่านมา (Tokyo Story, Real Life และ 8 Days 7 Nights: Chasing Mr.M) สะท้อนแนวทางการถ่ายรูปของคุณอย่างไรบ้าง
     
คือเราไม่ชอบถ่ายอะไรที่ต้องเซ็ตอัพ อย่างถ่ายแฟชั่นนี่ไม่ถนัดเลย แล้วถ้าเทียบการถ่ายภาพคน สัตว์ สิ่งของ หรือวิว เราชอบถ่ายคนมากที่สุด เพราะการถ่ายคนมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราชอบถ่ายแบบสแนปมากกว่า แต่งานทั้งสามเล่มนี้ใช้ความสามารถของน้องๆ เยอะมาก (หัวเราะ) ด้วยความที่น้องเขาทำงานเป็นระดับหนึ่งอยู่แล้ว พอเราอธิบายเขาก็ทำได้เลย แต่ถ้าเป็นคนอื่นหรือเอาเพื่อนๆ มาเป็นแบบคงจะเกร็งมากกว่านี้ เพราะปกติการถ่ายภาพคนที่ไม่ใช่นายแบบนางแบบมืออาชีพ เราต้องสื่อสารกับเขาอีกแบบหนึ่ง แต่อันนี้แค่เล่าให้น้องๆ ฟังก็ทำงานได้แล้ว ซึ่งหนังสือทั้งสามเล่มจะมีเนื้อเรื่องอยู่ประมาณหนึ่ง เช่น ฉากนี้อาจจะอ่านหนังสืออยู่ กินขนมอยู่ หรือรอใครบางคนอยู่ เราก็เล่าไปเรื่อยๆ กับพี่ป้องอีกคน ให้น้องเล่นไป แล้วเราก็หามุมเก็บภาพน้องๆ ไว้


 
ทำหนังสือของตัวเองมาตั้งสามเล่มแล้ว คิดว่าหัวใจของโฟโต้บุ๊กคืออะไร
     ถ้าวัดตัวเราว่าทำไมถึงจะซื้อโฟโต้บุ๊กสักเล่ม คือหนังสือประเภทนี้เรายืนเปิดดูที่ร้านแค่ 5 นาทีก็จบแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ซื้อคือเราอยากเก็บมันจริงๆ หัวใจของมันคือต้องสวยและคนที่เห็นอยากได้ เราสามารถเปิดดูซ้ำๆ ได้ คือโฟโต้บุ๊กเป็นหนังสือที่ไม่เหมือนหนังสือทั่วไป บางคนเปิดดูซ้ำๆ เป็นร้อยๆ รอบก็ได้ เปิดดูเมื่อไหร่ก็ได้ แต่อย่างหนังสือปกติทั่วไปอ่านสักสามรอบก็ไม่สนุกแล้ว


 
แล้วในยุคนี้ การที่คนเราอยากมีโฟโต้บุ๊กของตัวเองสักเล่มจริงๆ แล้วยากไหม
     ง่ายมากเลย แต่คุณต้องตอบก่อนว่าอยากมีเพื่ออะไร อยากมีเพื่อเก็บไว้ดูเองหรืออยากมีเพื่อนำไปขาย ถ้าอยากมีเพื่อเก็บไว้ดูเองมีวิธีตั้งเยอะแยะ พรินต์เองที่บ้านก็ได้ หรือใช้การพรินต์แบบ On demand ส่วนวิธีการจัดรูปเล่มบางโปรแกรมก็มีเทมเพลตสำเร็จอยู่แล้ว เราแค่ถ่ายรูปแล้วลากมาวางในเทมเพลตก็จบ
     คือการถ่ายรูปโฟโต้บุ๊กไม่มีอะไรมากไปกว่าการคิดคอนเซปต์ ว่าภาพที่ออกมาอยากให้เป็นประมาณไหน นางแบบแต่งตัวอย่างไร หรืออีกนิดหนึ่งก็มีเนื้อหาเพิ่มเข้ามา อย่างภาพถ่ายในเพจเฟซบุ๊กที่แชร์ๆ กันทุกวันนี้ ก็มีวิธีคิดเหมือนกัน แต่แค่เขาไม่ได้เอามาเรียบเรียงเป็นรูปเล่ม ไม่ได้พรินต์ออกมาเฉยๆ

แล้วในโมเดลของการทำธุรกิจให้เป็น Self-Publishing อย่างคุณก็ทำสำนักพิมพ์ ตอนต่อไปโมเดลนี้มีความเสี่ยงแค่ไหน และมีอะไรที่ต้องระวังบ้าง
     เสี่ยงมาก เพราะเราก็ไม่รู้ว่าหนังสือที่เป็นรูปเล่มจับต้องได้แบบนี้ จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน ต่อไปจะเหมือนกล้องฟิล์มหรือเปล่า ที่หนังสือจะมีไว้เก็บไม่ได้มีไว้อ่าน เพราะคนไปอ่านจากที่อื่นกันหมดแล้ว ไปอ่านในคอมฯ ไปอ่านในอินเทอร์เน็ต  
     ตอนทำเล่มแรกเราไม่รู้เลยว่าวงการหนังสือเป็นยังไง ถามว่าอ่านหนังสือไหม เราซื้อเรื่อยๆ อาจจะไม่เยอะ เดือนละ 3-4 เล่ม หนังสือนิยาย ท่องเที่ยว พ็อกเก็ตบุ๊ก ไกด์บุ๊ก จนมาทำหนังสือของตัวเองเล่มแรก คนสนใจเยอะ แล้วพอเริ่มทำเล่มสอง ก็ได้ยินว่าสำนักพิมพ์ปิดตัวไปหลายที่ ก็คิดกันอยู่ว่าจะรอดไหมวะ ปรากฏว่ารอด จนพอมาเป็นเล่มสาม เราเริ่มทำตอนปี 2558 ซึ่งตอนนั้นโฟโต้บุ๊กออกมาเยอะมากเลย บางทีคนก็คงไม่อยากเก็บ คงเอียนแล้ว คนก็ซื้อน้อยลง เล่มสามเราเห็นเลยว่ามีความเสี่ยง เห็นจากยอดขายได้ชัดเจน ซึ่งการทำสำนักพิมพ์เองก็เสี่ยงอยู่แล้ว ทุกอย่างประกอบกันหมด คนซื้อพฤติกรรมเปลี่ยน สำนักพิมพ์ก็เหนื่อย นักเขียนก็เหนื่อย คือพอย้อนกลับในการทำงานของเรา จึงพยายามทำให้เป็นของที่เขาอยากเก็บมากกว่า อยากให้เขาเห็นแล้วคิดว่าได้ของเจ๋งๆ ไป เปิดดูเมื่อไหร่ก็ได้



ถ้าวิเคราะห์จากทั้งสามเล่มที่ทำมา คิดว่าอะไรที่ทำให้ธุรกิจ Self-Publishing อยู่รอดได้
     คุณภาพมั้ง คิดให้มันเยอะๆ หน่อย คือไม่รู้ว่าวันนี้บนแผงหนังสือทั่วไปมีหนังสือของคนที่ทำเองขายเอง กับหนังสือจากสำนักพิมพ์มากน้อยเท่าไหร่ แต่ว่าหนังสือดีๆ นี่มีจำนวนน้อยมาก บางทีไปยืนอ่านตามร้านใหญ่ๆ เรารู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ไม่มีอะไรเลย ทั้งที่ราคา 300-400 บาท ไม่ว่าจะเรื่องของเนื้อหาและคุณภาพ
     พอเรามาทำเองจะแยกเรื่องกระดาษออก ว่ากระดาษแบบนี้คุณภาพดีแบบนี้ไม่ดี เราว่ายุคนี้ถ้าอยากทำเองต้องเน้นคุณภาพตั้งแต่กระดาษไปจนถึงเนื้อหา แล้วเรื่องการตลาดก็เกี่ยว เพราะว่าเราทำเองก็ต้องขายเอง จะไปฝากที่ต่างๆ ที่มีช่องทางการขายอยู่แล้วก็จะโดนชาร์จค่านู่นค่านี่ ก็อยู่ไม่ได้อีก เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีวิธีการขายที่หลากหลาย ขายในเฟซบุ๊ก มีเว็บไซต์ หรือไปออกงานขายหนังสือหรือเปล่า ต้องคิดเยอะ แต่เราว่าทั้งหมดก็คือเรื่องคุณภาพหนังสือ คุณภาพเนื้อหา และก็ช่องทางการขาย ประมาณนี้
      

เล่มสี่คิดไว้หรือยังว่าจะทำออกมาแบบไหน
     เล่มสี่ก็มีการคุยๆ กัน แต่ยังไม่ชัดว่าจะไปทางไหนดี เพราะที่ผ่านมาเราค่อยๆ ทำตามใจตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เล่มหนึ่งเป็นการไปตามรอยหนัง ตอนทำเราก็คิดถึงคนอ่านบ้าง ว่าคงชอบหนังประมาณนี้ การถ่ายรูปประมาณนี้ เล่มสองเราดูคาแรกเตอร์ของน้องสองคน (ฝน-เบลล์) ว่าถ้าเป็นตามรอยหนังปกติคงไม่เหมาะงั้นตามรอยแอนิเมชั่นแล้วกัน ส่วนเล่มสามเราทำตามที่ตัวเองอยากเลย อยากถ่ายรูปแบบนี้ อยากเขียนแบบนี้ เนื้อหาก็ไม่ได้เป็นไกด์บุ๊ก แต่เป็นภาคต่อหนังสือมูราคามิเฉยเลย ซึ่งให้พี่คนหนึ่งที่ชอบมูราคามิเขามาเขียนให้ ก็แต่งเรื่องเพิ่มขึ้นมาเฉยๆ รูปอยากถ่ายมุมนี้ก็ถ่าย ไม่ได้คิดว่าคนอ่านจะชอบไหม เล่มสามเราคิดจากตัวเองกันเยอะมากขึ้น เหมือนทุกครั้งกระบวนการทำงานมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
     ส่วนเล่มต่อไปก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อาจจะทำเป็นเนื้อหาที่เป็นไกด์บุ๊กมากขึ้น เพราะว่าสามเล่มที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำหนังสือที่เน้นให้คนไปเที่ยวตามได้เป๊ะๆ เหมือนไกด์บุ๊กขนาดนั้น ไม่ได้บอกถึงขนาดว่าต้องขึ้นรถไฟประตูไหน แต่บอกคร่าวๆ ว่าอยู่เมืองนี้ โซนนี้ เล่มสี่อยากลองอะไรใหม่ๆ อยากทำเนื้อหาในประเทศไทยแล้วขายคนต่างชาติบ้าง เพาะเราเชื่อว่าการขยายตลาดให้ใหญ่ขึ้น ก็น่าจะมีทางออกมากขึ้น

กระบวนการทำงานของพวกคุณสองคนกว่าที่จะออกมาเป็นโฟโต้บุ๊กหนึ่งเล่ม จริงๆ แล้วผ่านการถกเถียงกันมากน้อยแค่ไหน
      เถียงกันตลอด คุยกันตลอด เพราะว่าเราสองคนมีบางส่วนที่ชอบเหมือนกัน แต่ก็มีอีกหลายส่วนใหญ่ๆ ที่ชอบไม่เหมือนกันเลย แต่การทำงานกันสองคนมันคุยกันง่าย ตั้งแต่เล่มแรกจนถึงเล่มล่าสุดเราก็จูนกันตลอด บางเรื่องที่เราขัดแย้งกันตอนทำเล่มแรก กว่าจะตกลงกันได้ใช้เวลานานเป็นชั่วโมงๆ แต่พอเล่มสามก็มีขัดแย้งกันเหมือนเดิม แต่เราจัดการได้ดีขึ้น จากเดิมเถียงกันเป็นชั่วโมง ตอนนี้ก็ใช้เวลาห้านาที คือเวลาเราสองคนคิดงานกัน สุดท้ายก็ยังมองกลับมาเป็นหนังสืออยู่ดี แม้ข้อจำกัดของหนังสือมันจะเยอะ จะขายยังไง จะทำยังไงให้รอด แต่ก็ยังอยากทำออกมาเป็นหนังสือ


ทำไมคิดอะไรจะต้องกลับมาเป็นหนังสือทุกครั้ง ทั้งๆ ที่ยุคนี้ถ้าพูดจริงๆ มีวิธีเล่าเรื่องตั้งมากมาย
     เคยคิดทำเป็นอีบุ๊กเหมือนกัน แต่มาลองคิดว่าตัวเราเองยังไม่อ่านอีบุ๊กเลย เป็นเว็บไซต์ก็เคยคิด แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ อืม หรือเพราะว่าเรายังชอบอ่านหนังสืออยู่ก็ไม่รู้ เรายังชอบอะไรที่ยังจับต้องได้ ทุกวันนี้เวลาจดโน้ตยังชอบจดอยู่ในกระดาษ บางคนจดในมือถือแต่เราไม่ชิน คือ เวลาเล่นแท็บเล็ตเล่นสมาร์ตโฟนนานๆ มันปวดหัว เราไม่ได้เล่นอยู่แค่อย่างเดียว แต่มีหลายอย่างเด้งขึ้นมาในเวลาเดียวกัน สิ่งนี้มันเป็นทุกอย่างเลย
     แต่กับหนังสือเหมือนเราได้โฟกัสอยู่กับสิ่งนั้นจริงๆ หรืออย่างทุกวันนี้เรายังชอบถ่ายกล้องฟิล์มอยู่เลย มันทำให้เราระลึกตลอดว่าถ่ายรูปต้องคิดเยอะๆ เพราะมีช่วงหนึ่งที่เลิกจับกล้องฟิล์ม ไปถ่ายรูปแต่ในมือถือ ก็กลายเป็นเหมือนคนทำงานชุ่ยไปเลย ถ่ายรัว กลายเป็นคนมักง่าย งานชุ่ย อย่างถ้ากล้องดีๆ คุณกดรัวไปเลย ไม่ต้องมองกล้องก็ได้ เอาหน้าขึ้นมากดค้างแล้วคุยกับนางแบบ แต่กล้องฟิล์ม เราต้องเน้นกับมัน ค่อยๆ ถ่ายม้วนเดียวมี 36 รูป

อะไรที่มันแอนะล็อกเหมือนทำให้เราถอยกลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น
     เหมือนเราได้ใช้ทักษะตัวเองมากขึ้น ยุคนี้ตากล้องมันวัดกันที่คอนเซปต์ กับรสนิยมแล้วแหละ เทคนิคการถ่ายมันเรียนรู้กันได้ เด็กจบใหม่ถ้าขยันศึกษาสักปีสองปี ก็สามารถรู้เทคนิคเท่ากับคนทำงานมายี่สิบปีได้เลย ในปัจจุบันตากล้องเกิดเยอะขึ้น ซึ่งส่วนมากงานที่ออกมาก็มาจากสิ่งที่เราดู มาจากตากล้องที่เราชอบ เราเองก็ดูมาเยอะ จำบ้างไม่จำบ้าง แต่ก็เอามาใช้ และสิ่งสำคัญคือทำบ่อยๆ
 
เราเคยได้ยินมาว่าในหัวของตากล้องมักมองอะไรเป็นเฟรมภาพออกมาตลอดเวลา คุณเป็นแบบนั้นไหม
     เป็นแบบนั้นแหละ ไม่รู้ว่าเป็นการพยายามหรือเปล่า คนอื่นไม่รู้แต่เราชอบมองสังเกตแสงตลอด ว่าเป็นยังไง ถ้าถ่ายแล้วภาพจะออกมาเป็นแบบไหน เพราะว่าก่อนถ่ายเราต้องคิดแล้วว่ามันมี Final Image อยู่ พอถ่ายรูปเยอะๆ มันทำให้เรากลายเป็นคนชอบสังเกต ชอบมองสิ่งต่างๆ ไปเลย
 
ช่วงเวลาที่ต้องกดชัตเตอร์ในโมเมนต์สำคัญๆ คุณคิดอะไรในหัว
     อืม เราว่าช่วงเวลานั้นคงเป็นการรวบรวมประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมา คือถ้าให้เรามาถ่ายภาพในห้องที่เรานั่งคุยกันตอนนี้กับเมื่อ 5 ปี เราก็คงถ่ายคนละแบบ เหมือนประสบการณ์ มุมมองของเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกอย่างมันสั่งสมอยู่ข้างใน



พูดถึงบทบาทงานหลักของคุณที่เกี่ยวกับไอที กับงานอดิเรกที่เป็นตากล้อง ดูเหมือนเป็นขั้วตรงข้ามกัน ด้านหนึ่งดูเป็นงานที่ต้องใช้ตรรกะในการทำงาน อีกด้านดูจะเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่า จริงๆ ทั้งสองด้านตัดขาดกันขนาดนั้นไหม
     จริงๆ เราก็ไม่ได้เป็นคนที่ถ่ายรูปเซอร์ขนาดนั้น บางภาพที่เห็นเราก็คิดเยอะ อย่างพื้นฐานง่ายๆ เรื่องคอมโพสิชั่น  เรื่องสี การถ่ายภาพมันทำให้เรากลายเป็นคนคิดเยอะนะ สุดท้ายก็กลับมาเรื่องเหตุและผล ถ่ายไปเป็นสิบปีก็ย้อนกลับมาที่พื้นฐานอยู่ดี ภาพภาพหนึ่งจะสวยได้ หรือเป็นภาพที่คนส่วนมากจะชอบ ก็มีองค์ประกอบไม่กี่อย่าง มีเรื่องคอมโพสิชั่น แสง สี ประมาณนี้เอง ถ้าเราทำได้ก็จะมีภาพดีๆ แล้ว

ย้อนไปวันแรกๆ ที่เริ่มจับกล้องเคยคิดไหมว่าสิ่งนี้จะพาตัวเองไปถึงจุดไหน
     ไม่เลย จริงๆ เราเรียนคณะวิทยาศาสตร์มา แต่พอดีตึกอยู่ติดกับคณะนิเทศฯ เลยไปลงเรียนถ่ายภาพขาวดำกับเขาแล้วชอบ คือวิชาที่ตัวเองเรียนอยู่มันเครียดมาก เลยกลายเป็นชอบถ่ายรูปเป็นงานอดิเรกไปเลย แล้วก็ไม่ได้คิดว่าทำไปเพื่ออะไร แค่คิดว่าทำเป็นงานอดิเรกก่อน เหมือนทำให้เราได้พักจากความเครียด ก็สนุกดี เห็นอะไรก็รู้สึกอยากถ่ายเก็บไว้ แล้วพอเอากลับมาดูเราก็นึกถึงความสุข นึกถึงช่วงเวลานั้น


มาถึงวันนี้ความหมายในการถ่ายรูปของคุณมันเปลี่ยนไปไหม
     ก็เหมือนเดิม ถ่ายในสิ่งที่อยากจะถ่าย ไม่ค่อยบังคับตัวเองเท่าไหร่ ถ้าไม่ได้เป็นงานนะ แต่ถ้าเป็นเวลาที่เราต้องทำงาน ก็ต้องคิดถึงคนที่ให้งานนั้นด้วย แต่อย่างส่วนตัวก็ถ่ายเล่นไปเรื่อย อย่างที่บอกว่าเราเป็นคนที่ถ่ายรูปเสร็จแล้วชอบย้อนกลับมาดู เมื่อก่อนพรินต์ออกมาด้วย แต่หลังๆ ไม่ได้พรินต์แล้ว เพราะว่าเยอะพรินต์ไม่ไหว
     เวลาที่ได้ย้อนกลับมาดูภาพเก่าๆ มันมีความสุข ทำให้นึกถึงความทรงจำในตอนนั้น เวลาผมทำงานประจำหนักๆ มาดูรูปเที่ยวเก่าๆ ก็กระตุ้นเรา หรือว่ากลับมาดูแล้วได้รู้ว่ามุมมองของเราตอนนั้นเด็กจัง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราทำงานต่อๆ ไปด้วย

มีนิสัยเสียๆ อะไรของตากล้องที่คิดว่าอยากจะเลิกให้ได้บ้างไหม
     มีๆ เวลาถ่ายภาพคน เราจะไม่ชอบคุยกับแบบ คือมันแย่มาก เพราะจริงๆ เราควรคุยกับเขาเยอะๆ สื่อสารกับเขาให้เข้าใจมากขึ้น แต่ด้วยนิสัย เราไม่ชอบการออกคำสั่งคน แต่อะไรก็ตามที่เป็นการถ่ายภาพกับคนต้องมีการสื่อสาร ยิ่งสื่อสารเยอะยิ่งดี ให้เขาเข้าใจว่าเราอยากถ่ายอะไร ให้เขาไม่เกร็ง หรือทำให้เขาสวยที่สุดเหมือนเวลาที่เขาส่องกระจกในห้องน้ำให้ได้
     ซึ่งตั้งแต่ถ่ายโฟโต้บุ๊กเล่มหนึ่งมาจนถึงเล่มสาม รู้สึกตัวเองนิสัยดีขึ้นเยอะมากๆ (หัวเราะ) เพราะเล่มแรกเราไม่ค่อยพูด บอกคร่าวๆ ให้น้องจัดการตัวเองไป แล้วเราก็ค่อยสแนปเก็บภาพ แต่เล่มต่อๆ มาเราก็เป็นคนนิสัยดีขึ้น พยายามพูดคุยกับน้องๆ มากขึ้น เรียกว่าทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นไปในตัว
ทุกวันนี้ยังสนุกกับการถ่ายรูปอยู่ไหม มีโจทย์ท้าทายอะไรใหม่ๆ ที่อยากไปถึงไหม
     สนุกอยู่ อาจไม่ถึงเป็นโจทย์หรือความท้าทาย แต่สนุกอยู่เรื่อยๆ เหมือนเราชอบฟังเพลง ก็จะฟังเพลงใหม่ๆ เราชอบถ่ายรูปก็จะถ่ายรูปอะไรใหม่ๆ ไป ถ่ายบ่อยๆ สุดท้ายก็ทำให้เราเก่งขึ้นมาได้เองแหละ กล้องมือถือเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาเราได้นะ ลองไปนั่งดูว่าเราถ่ายอะไรมาวะ ถ่ายภาพแบบนี้สวย แบบนี้ไม่สวยนะ สุดท้ายพอเราฝึกฝนเยอะๆ ก็จะไม่มีคำว่าฟลุกไง เพราะว่ารูปสวยๆ หลายๆ รูปยอมรับก็มีฟลุก แต่พอถ่ายบ่อยๆ เราก็ฟลุกน้อยลงและแม่นขึ้น

ถ้าให้ถ่ายโฟโต้บุ๊กเล่มหน้าแล้วเป็นผู้ชาย...
     ไม่เอาอะ (ตอบทันที) เราต้องชัดเจนในจุดยืนสิ (หัวเราะ)

SPACEBAR TEAM

WEB DESIGNER