SPACEBAR TEAM

WEB DESIGNER

SPACEBAR TALK : บทบาท Storyteller และการพบเจอสิ่งใหม่ ของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

2017-01-09 14:13:12


ถึงปี 2559 จะเป็นปีที่เราไม่ได้ชมผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับและคนเขียนบทหนุ่มที่หยิบจับอะไรก็มีสไตล์ชัดเจนและเป็นที่พูดถึงเสมอ แต่เต๋อก็ขยันและท้าทายตัวเองด้วยการกระโดดไปทำงานสายอื่นๆ ในวงการสร้างสรรค์ที่ไม่เคยลอง ตั้งแต่กลางปีที่เขามี ‘i write you a lot’ นิทรรศการศิลปะของตัวเองครั้งแรกจนเกิดเป็นกระแสให้วัยรุ่นมากมายยืนรอให้เขาเขียนบทภาพยนตร์แบบสดๆ, รับฟรีแลนซ์เป็นดีเจให้กับช่วง แซดเต๋อเดย์ ที่ CAT Radio, ขึ้นพูดทอล์กตัวคนเดียวในรูปแบบที่ทำเอาคนฟังเหวอบนเวที TEDxBangkok 2016 และปิดท้ายปีด้วยการพิมพ์หนังสือของตัวเองชื่อ เวิร์คแอนด์ทราเวล ที่สร้างปรากฏการณ์ขายหมด 1,500 เล่มภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง! ทั้งหมดนี้เต๋อทำไปพร้อมกับงานกำกับโฆษณาอีกหลายชิ้นที่ปล่อยมากี่ตัวก็เป็นไวรัลถูกพูดถึงไปเสียหมด
 
เราพบเต๋ออีกครั้งในบ่ายวันเสาร์ปลายเดือนธันวา เป็นเวลาดีที่จะชวนเขามานั่งทบทวนว่าตลอด 366 วันในปี 2559 เต๋อจัดการเวลาทำงานทั้งหมดนี้อย่างไร และเรียนรู้อะไรบ้างจากช่วงเวลาที่เขานั่งนึกดูแล้วพบว่าตัวเองกำลังเข้าสู่เฟสใหม่ของการทำงานในแบบที่ตัวเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้คนดูอย่างเรา



ตลอดปีที่กระโดดไปทำงานใหม่ๆ มากมาย เป็นความตั้งใจที่เต๋อคิดไว้ตั้งแต่ต้นปีเลยรึเปล่า
จริงๆ เราแค่คิดไว้เฉยๆ แต่มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีคนชวนไปทำ อาจจะด้วยพอทำ ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ก็มีคนรู้จักเยอะขึ้นเลยเกิดการเข้ามาชวนได้ง่ายขึ้น และหลายอย่างก็เป็นสิ่งที่เราอยากทำอยู่แล้ว มีทักษะประมาณหนึ่ง อาจจะไม่ดีมากแต่ก็อยากลอง หลายอย่างก็ไม่คิดด้วยว่าจะเข้ามาหาเรา อย่างพูด TED Talks แต่มีมาให้ลองก็ลองดู
 
งานหลักของเราคือ Storyteller ผ่านภาพยนตร์หรือไม่ทางออกอีกทางก็คือการเขียน การเปลี่ยนสื่อที่เล่า เราทำมาตลอดอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าปีที่ผ่านมามีแกลเลอรี่ มีเวทีให้ขึ้นพูด ก็ถือเป็นแพลตฟอร์มใหม่มากกว่า คือเราทำภาพยนตร์และเขียนหนังสือมา 5 ปีติด ซึ่งลูปมันเร็วมากเพราะเราทำปีละเรื่อง กลับไปกลับมาทั้งหนังอินดี้ ในระบบสตูดิโอ และหนังโฆษณา เหมือนว่าค่อนข้างครอบคลุมแล้ว อาจมีบางเรื่องที่ยังทำไม่เก่ง แต่เราก็คิดว่าถึงเวลาต้องทำอะไรใหม่ๆ เรียนรู้อะไรใหม่ๆ บ้างแล้ว
 
ผลการเรียนรู้จากการลองไปทำงานใหม่ๆ เป็นยังไงบ้าง
เราเห็นวิธีการเล่าเรื่องอื่นๆ ที่มันมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสเปซจริงๆ เรียกว่า 4 มิติก็ได้มั้ง เพราะปกติการทำภาพยนตร์หรือหนังสือ คือทำให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนถึงจะปล่อยออกไป แต่ดีเจ ขึ้นพูดทอล์ก มันวัดกันตรงหน้าเลย ต่อให้เตรียมตัวมาแล้วก็ยังมีอีกครึ่งหนึ่งที่ต้องไปฟันกันตรงหน้า หรืออย่างนิทรรศการ เราก็มีเขียนบทสดที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน เอาจริงๆ ก็เป็นงานตรงข้ามกับสิ่งที่เราทำปกติเลย ต้องมานั่งคิดว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ระหว่างพูด เราจะจัดการกับมันยังไง เป็นอะไรที่ใหม่มาก


 
เต๋อเตรียมตัวกับความใหม่เหล่านั้นยังไง
เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่าธรรมชาติของแต่ละแพลตฟอร์มคืออะไร ส่วนใหญ่ก็เกิดจากการลองเลยนิดๆ นะ อย่างก่อนพูด TED Talks เราไปพูดงานหนึ่งก่อนซึ่งคล้ายๆ กัน และพบว่าพูดไม่ค่อยดีด้วย อยู่บนเวทีแล้วรู้สึกทำไมห่วยอย่างนี้ ก็มานั่งประเมินว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเราไม่ได้เตรียมซีเควนซ์จริงจัง พูดข้ามประเด็นไปทำให้ต่อกับอีกเนื้อหาไม่ได้ ขึ้นไปแล้วตื่นเต้นเพราะอะไร ทำไมมุกนี้คนไม่ตลก หรือว่าเราไม่ควรตลกวะ ค่อยๆ คิดไป หาวิธีพูดที่เราจะสบายใจที่สุด หรืออย่างจัดรายการวิทยุก็เป็นเรื่องของเวลา ณ ขณะที่ทำเลย เราจะกะไม่ถูกว่าจังหวะนี้เร็วไปหรือช้าไป ก็ค่อยๆ เรียนรู้จากการลองทำ ไม่รู้ด้วยว่าถูกหรือผิด ออกมาดีหรือเปล่า แต่เป็นประสบการณ์ระหว่างทำมากกว่า ได้เรียนรู้ความรู้สึกใหม่ที่ซื้อไม่ได้ อ่านเอาก็ไม่ได้ ต้องลงมือทำเลย

( Photo Credit : BANGKOK CITY CITY GALLERY )

การเขียนบทสดๆ ในนิทรรศการ i write you a lot ก็ดูท้าทายทักษะคนเขียนบทอาชีพอย่างเต๋อเหมือนกันนะ มันยากกว่าการเขียนบทหนังจริงๆ ยังไง
มันยากกว่าเพราะตอนแรกเราออกกฎไว้ว่าจะเขียนก็ต่อเมื่ออยากเขียน ถ้าคิดไม่ออกก็ไม่เขียน แต่สถานการณ์จริงคือมีคนมายืนรอ เอายังล่ะๆ แพลตฟอร์มมันเปลี่ยนไปแล้ว ยิ่งมีคนมายืนจ้องจอบ่อยๆ ก็รู้สึกว่านี่กูต้องเขียนอะไรบางอย่างใช่ไหม มันค่อยๆ เปลี่ยนรูปแบบไป จากตอนแรกคิดว่าจะเขียนถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็เปลี่ยนไปเล่นกับรีแอกชั่นของคนดูมากขึ้น พวกนี้ไม่ได้คาดคิดมาก่อน หรืออย่างสตอรี่ที่เขียนมาก็มีทั้งที่โอเคและไม่โอเค ถ้าเขียนบทหนังจริงๆ อะไรที่ไม่โอเคก็จะไม่มีใครได้เห็น เราจะส่งดราฟต์ที่เรามั่นใจที่สุดออกไปเท่านั้น แต่นี่ทุกอันคือดราฟต์แรกอย่างเดียว ห่วยก็คือห่วย สุดท้ายเราเลยไม่ได้สนใจว่าสิ่งที่เขียนไปจะดีหรือไม่ดี แต่สนใจกระบวนการระหว่างทำมากกว่าว่าคนได้เห็นการปรากฏขึ้นของตัวหนังสือแบบสดๆ ได้เรียนรู้ความรู้สึกนั้นซึ่งไม่มีทางได้รู้จากการเขียนบทภาพยนตร์ปกติ
 
ปีนี้ที่ไม่มีหนังออกมาก็คืออยู่ในขั้นตอนเขียนบทอยู่ใช่ไหม
ใช่ เราทำ 2 โปรเจกต์คือของ GDH และหนังอินดี้ที่ไปพิชมาที่คานส์เรื่อง Die Tomorrow ก็พัฒนาไปพร้อมกัน แต่หลักๆ จะเทไปทางสตูดิโอมากกว่า ไปๆ มาๆ ก็ไม่ทันเพราะทางนั้นก็ค่อนข้างยุ่ง ปีหน้าเลยมีเป้าหมายว่าจะทุ่มให้หนังของตัวเองไปเลย เรื่องนึงที่เรารู้สึกพลาดในปีที่ผ่านมาคือเราทำหนังไม่เสร็จเลย ทั้งที่อยากทำให้เสร็จสักเรื่อง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราไม่ทำอะไรเลย มันไม่เสร็จเพราะคิดไม่ออกด้วย และย้ายไปทำงานหลายๆ อย่างก็หมดเวลาแล้ว ไม่เป็นไร เริ่มปีหน้าก็ได้

( Photo Credit : NAWAPOL Fanpage )
 
แต่เท่าที่ทำมาตลอดปีก็เยอะแล้วนะ
(หัวเราะ) ไม่ๆ อยากให้หนังเป็นหลักอยู่ไง พอหลังจากทำ ฟรีแลนซ์ฯ ก็หมดไอเดียแล้ว เรื่องที่เราสนใจก็เปลี่ยนไป ต้องค่อยๆ ปลูกสิ่งใหม่ขึ้นมา ซึ่งดีนะ ในทางหนึ่ง คนดูได้ดูชิ้นต่อไปก็น่าจะตื่นเต้นหน่อยเพราะมันจะไม่เหมือนเดิม ตัวเราเองก็ตื่นเต้นเพราะไม่ใช่สิ่งที่คุ้นมือ บางทีทำอะไรไปสักพักจนคุ้นมือมันก็เบื่อ รู้ว่าต้องทำยังไงก็ทำไปอย่างนั้นแหละ แต่ความไม่คุ้นมือทำให้มันสนุก เราชอบความรู้สึกว่าทำยังไงดีๆ นี่กูทำถูกหรือเปล่าวะ หลังๆ เราว่าเป็นเรื่องของการวิ่งระยะยาวแล้วล่ะ เราไม่อยากแก่แล้วห่วย อยากเป็นคนทำงานที่อายุเยอะแล้วยังน่าสนใจอยู่ เหมือนที่ทุกวันนี้เรายังอยากดูหนังของ Spike Jonze, Martin Scorsese ก็เพราะเขาไม่ทำอะไรวนไปเรื่อยๆ งานเปลี่ยนไปตามอายุและความสนใจของเขา เราอยากทำงานที่มัน interesting มากกว่าแค่ the best น่ะ ดีทั้งกับคนดูด้วยและเฮลตี้สำหรับเราด้วย ไม่งั้นมันจะแห้งเหี่ยว
 
ถือว่าเป็นเฟสใหม่ของการทำงานเลย
ใช่ เรารู้สึกว่ามันจะไม่เหมือนเดิมแล้วทั้งวิธีคิดและวิธีทำ และมันน่าจะสนุกกว่า

 
ทำไมถึงรู้สึกว่าไม่เหมือนเดิมแล้ว
มันตั้งคำถามว่าทำอะไรดีวะ? เหมือนเราฟังเพลงอัลบั้มเดิมไปเรื่อยๆ แล้วก็รู้สึกตัวว่านี่กูฟังอัลบั้มเดิมอีกแล้วนี่หว่า โลกนี้ไม่มีอย่างอื่นแล้วเหรอ ต้องมีดิ พยายามให้ตัวเองไม่ขี้เกียจออกไปหาของใหม่ เราอาจจะฟังอัลบั้มซาวนด์แทร็กที่เคยคิดจะฟังแต่ยังไม่ได้ฟังสักที ก็ลองดู กลายเป็นว่าหลังๆ เราจะกลับไปหาของเก่าด้วยซ้ำ ย้อนไปดูหนังเก่าที่เคยได้ยินว่าโอเค แต่ไม่เคยดูว่ะ ผ่านมา 5-6 ปีแล้ว ลองไปหามาดูหน่อยก็ได้


 
สิ่งที่เราเคยชอบแต่ก่อนก็จะกลายเป็นไม่ชอบมันแล้วหรือเปล่า
เราว่ามันจะคัดเลือกสิ่งที่ชอบที่จำเป็นกับเรา สมมติเคยชอบ 10 อย่าง จะเหลือแค่ 4 ที่เป็นแกนจริงๆ ให้เราเอามาพัฒนาต่อ เราทำงานมา 5 ปี รู้แล้วว่าจริงๆ ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เราทดลองทำ 6-7 อย่างในหนังเรื่องหนึ่ง หลังจากทำไปแล้วเราจะรู้ว่าแบบนั้นเราไม่ชอบ แบบนี้เข้ามือก็เก็บไว้ อันไหนแค่อยากลองของเฉยๆ ทำแล้วไม่ได้ฟินกับมันมากก็ทิ้งไป เหมือนรู้ว่าอะไรจำเป็นในบ้าน อะไรไม่จำเป็นก็เอาออกเถอะ มันรก และถ้าเอาออกแล้วจะได้เอาของใหม่เข้าไปได้ด้วย

( Photo Credit : NAWAPOLNAWAPOL.COM )

สิ่งใหม่อีกอย่างในปีนี้คือพิมพ์และขายหนังสือเองเป็นเรื่องเป็นราวด้วย ทำไมถึงตัดสินใจทำ เวิร์คแอนด์ทราเวล เองทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ออกกับสำนักพิมพ์มาตลอด มีขั้นตอนยุ่งยากต่างจากรออกกับสำนักพิมพ์ไหม
สำหรับเราไม่ค่อยยุ่งยากมากเพราะเรารู้โพรเซสมาก่อนแล้ว ขั้นที่ยุ่งยากอย่างกราฟิกดีไซน์ พิสูจน์อักษรก็จ้างคนอื่นทำ เล่มนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก เป็นหนังสือเท็กซ์ คิดว่าน่าจะทำได้ง่ายๆ ก็เลยลองทำดู เพราะหนังสือมันค่อนข้างส่วนตัวด้วยตรงที่เราเขียนอะไรที่อยากเขียน เนื้อหาก็อินดี้เพราะเขียนถึงหนังเรื่องไหนก็ไม่อธิบายเลย เราพูดเลย เมธาวีฯ ถ่ายที่นี่ครับ อีกอย่างคือหนังสือเราไม่เคยขึ้นท็อปเท็นอะไรอยู่แล้ว คนอ่านหนังสือเราไม่ได้เยอะมาก เลยคิดว่าทำเท่าที่เราทำได้ดีกว่า และก็พบว่ามันทำได้นี่หว่า เราอยู่ในยุคที่มีเทคโนโลยีรองรับแล้ว แม่งโคตรโชคดีเหมือนกันนะที่เกิดยุคนี้ ทุกคนมีเฟซบุ๊ก มีกล้องคนละตัว มีคอมพิวเตอร์คนละเครื่อง จะทำก็ทำได้เลย ปัญหาคือคนมักจะลืมไปว่าทำเองที่บ้านก็ได้นะเว้ย ทุกคนมีของอยู่แล้วแต่มักจะคิดว่าต้องกลับไปพึ่งศูนย์กลาง ยิ่งเมืองนอก วงการหนังสืออิสระเฟื่องฟูมาก พิมพ์อะไรเยอะขนาดนั้นแถมยังดูดีด้วย สิ่งที่ยากหน่อยคือความเสี่ยงในการลงทุน ต้องกะให้ถูกว่าพิมพ์เท่าไหร่แล้วจะไม่เหลือ เดาล้วนๆ เราเลยพิมพ์แค่ 1,500 เล่ม กะว่าเฉพาะคนที่ติดตามในเพจก็ได้
 
ซึ่งหมดเร็วมาก
นี่ไงเราถึงบอกว่าไม่รู้ ถ้ารู้กูพิมพ์ 2,000 เล่มไปแล้ว (หัวเราะ)
 
เพจของเต๋อเองก็ถือว่ามีแฟนๆ ติดตามเยอะพอดูนะ แชร์อะไรไปก็เป็นที่พูดถึงตลอด ในฐานะที่โตมาในยุคที่ยังไม่มีพวกนี้จนมันเริ่มกลายเป็นเครื่องมือหลัก แรกๆ เต๋อจัดการกับการใช้โซเชียลมีเดียยังไง
โซเชียลมีเดียสำหรับเราเหมือนการเขียนหนังสือประมาณหนึ่ง พยายามให้มันเป็นหนังสือพิมพ์ ซึ่งไม่ได้ตั้งเป้าหมายแบบนี้แต่แรกนะ มาเห็นตอนหลัง อยู่ดีๆ มีพี่คนหนึ่งเคยบอกว่าเข้าเพจมึงดีนะ เหมือนอ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเลย เรามานั่งดูอีกทีก็พบว่าเป็นอย่างนั้น มีโซนวัฒนธรรม เพลง ภาพยนตร์ ข่าวสังคมประจำวันไป ถามว่าอยากให้เป็นอย่างไหนก็เป็นเพจที่เล่าตามความสนใจของเรานี่แหละ หรือถ้านำเสนออะไรให้เด็กยุคหลังๆ เสพได้ก็ดีเหมือนกัน เรานึกถึงตอนเป็นเด็กที่มี a day มีพี่คุ่น มี Smallroom ก็เป็นสปริงพาเราไปสู่สิ่งอื่นๆ พอตอนนี้เราโตแล้ว ถ้าเสนออะไรให้น้องๆ ได้ลองฟังลองอ่านดูได้ก็ดี ไม่ต้องตามอ่านทุกโพสต์ก็ได้ หรือถ้าอ่านไปสามหน้าแล้วไม่ชอบก็ไม่ต้องอ่านต่อก็ได้ เราวางไว้ให้ดู ลองอ่านดิ
 
มันอาจเกิดจากตอนที่ทำ 36 แล้วจำเป็นต้องมีเพจไว้อัพเดตเรื่องหนังกับคนดู มันก็ค่อยๆ โตขึ้น พอเฟซบุ๊กส่วนตัวเราโดนลบไป ก็คิดว่าทำเพจอย่างเดียวเลยละกัน ตอนนั้นใครจะคิดว่าเพจผู้กำกับมันจะไลก์กันเยอะขนาดนี้ แต่เอาจริงๆ ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร แต่นั่งคิดตอนนี้ สิ่งที่รู้สึกว่าเวิร์กมากคือคนในเพจเราเขาอ่านกันจริงๆ และไม่ค่อยมีคนมาทะเลาะกัน ก็สบายเหมือนกันนะ เราชอบมากเลยที่เราโพสต์ไปว่าไม่ชอบหนังเรื่องนี้ ก็จะมีคอนเมนต์บอกว่า ใช่ครับ ผมไม่ชอบ อีกคนหนึ่งมาบอกว่าชอบ มันเกิดการดีเบตกันได้โดยไม่ต้องด่ากัน เราพยายามสนับสนุนเรื่องพวกนี้เพราะคิดว่าวัฒนธรรมนี้ควรเกิดน่ะ คนนึงจะพูดว่าชอบหรือไม่ชอบ ไม่เหมือนกันได้โดยไม่ต้องปะทะกัน ไม่อยากให้เป็นสงครามรสนิยมว่าชอบเรื่องนี้แล้วจะสูงส่งกว่าอีกคน ถ้าคนในเพจได้รับการปฏิบัติต่อกันที่ดี เขาก็อาจเอาไปทำกับคนอื่นต่อในชีวิตจริงก็ได้ ค่อยๆ เรียนรู้กันไป


 
ผู้กำกับหรือคนทำงานศิลปะบ้านเราก็ใช้โซเชียลมีเดียบอกเล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่เยอะเหมือนกัน เต๋อคิดว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องจำเป็นแล้วใช่ไหมสำหรับยุคสมัยนี้
ใช่ เราว่าหนึ่งคือมันฟรี สอง (นิ่งคิดนาน) มีเปล่าวะ โชคดีที่ประเทศเราเล่นพวกนี้เยอะมันเลยสื่อไปถึงกลุ่มคนจริงๆ ฝรั่งงงเหมือนกันนะที่เราสามารถใช้เฟซบุ๊กพีอาร์งานได้ขนาดนี้ ซึ่งตอนเราทำเมื่อ 4-5 ปีก่อนยังมีความคิดแบบศิลปินไม่ควร self promote ซึ่งฝรั่งทำกันโคตรปกติ เพราะคนทำศิลปะยังไงก็ต้องใช้เงิน มันเป็นธุรกิจอยู่แล้ว เราเลยคิดว่าศิลปินก็ควรมีพื้นที่ของตัวเอง จะออฟไลน์หรือออนไลน์ก็ได้ ทำให้มันพอเหมาะก็ไม่มีใครว่าอะไรหรอก ยกเว้นถ้าเราเริ่มชมตัวเองดื้อๆ คนจะงงว่าอะไรวะ สำหรับเราแค่ใช้บอกว่าเราอยู่ตรงนี้นะ แวะมาดูได้ ไม่งั้นคนดูจะรู้ได้ยังไงว่าหนังฉายที่ไหน ตัดภาพมาอีกที ตอนนี้ทุกคนทำกันหมดเลย แล้วที่กูโดนด่าเมื่อ 5 ปีที่แล้วคือโดนด่าฟรีสินะ แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก
 
เพจเฟซบุ๊กก็มีคนติดตามเยอะมากอยู่แล้ว ใช้อัพเดตงานตัวเองสม่ำเสมอ แล้วทำไมถึงยังเก็บผลงานของตัวเองทั้งหมดไว้ที่เว็บไซต์ nawapolnawapol.com อีก
เราอยากทำโกดังมั้ง ในเฟซบุ๊กมันมั่วและเยอะมากจนเราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามีอัลบั้มอะไรบ้าง เพราะคนสนใจแค่ความชั่วคราวของหน้าฟีด มันเร็วมาก ใครไม่ได้เล่นเฟซบุ๊กสองวันก็อาจพลาดไปแล้ว เราเพิ่งทำโชว์รีลงานของปีที่ผ่านมา ยังมีคนคอมเมนต์ว่าไม่ได้ดูตั้ง 3 งาน นี่ไง ขนาดเราโพสต์เยอะแล้วยังมีคนไม่เห็นเลย เราเลยอยากมีเว็บไซต์ที่จัดระเบียบเรียบร้อยหน่อยสำหรับคนที่อยากเข้าไปดูงานเราจริงๆ จะได้ดูว่ามึงเคยทำงานอะไรมาบ้างวะ หรือกูพลาดอะไรไปบ้างวะ เว็บไซต์เลยเป็นเหมือนบ้านส่วนตัวของเราในโลกออนไลน์อีกที ไม่ได้เชื้อเชิญมาก แต่ถ้าอยากดูงานแบบสงบๆ หน่อยก็เข้ามาละกัน
 
นอกจากหนัง ปีหน้าเราน่าจะได้เห็นงานอะไรของเต๋อที่ใส่เข้ามาเพิ่มในพอร์ตโฟลิโอของตัวเองอีกบ้าง
ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีใครมาชวนทำอะไรบ้าง เหมือนจะมีงานสไตล์แฟชั่นเยอะเหมือนกัน ออกแบบเสื้อ กระเป๋า นี่ก็ใหม่ พี่เอาจริงเหรอ ถ้าได้ลองก็น่าสนใจนะ แต่ทั้งหมดต้องดูเป็นอย่างๆ ไป บางอย่างทำไม่ได้หรือเราไม่ถนัดเลยก็ไม่ทำ ไม่ถึงขั้นลองทุกสิ่งอย่างเพราะเวลาเราก็มีจำกัด และเวลาเราลองอะไรสักอย่าง เราจะให้เวลากับมันเต็มๆ ถ้ามันจะออกมา เราต้องรับผิดชอบมัน ได้เต็มที่กับมันแล้ว ได้เรียนรู้กับมันจริงๆ รู้ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง ที่คิดไม่ออกเพราะกูไม่ถนัดรึเปล่า หรือว่ายังคิดไม่พอ เอาจริงเราทำงานช้า แต่จะพยายามทำทุกงานให้เวิร์ก และไม่รู้ว่าเป็นนิสัยเสียรึเปล่าว่าระหว่างทำงาน เราไม่อยากให้เครียดมาก ค่อยๆ คิดได้ จริงๆ ปีที่ผ่านมาก็พบว่าสปีดการทำงานประมาณนี้แหละดี อย่างโฆษณา เราทำช้ากว่าชาวบ้านสองเท่าเลยนะ ก็ต้องดีลกับลูกค้าว่ารอได้ใช่ไหมครับ แบบนี้งานเราเลยไม่ได้เยอะมาก ต้องบริหารเงินให้ดี แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าระหว่างการทำงานมันสำคัญกว่ามากๆ เลย ถ้ารื่นรมย์ได้จะรู้สึกดี เราได้งานด้วย ได้ทำงานด้วย ได้เรียนรู้ด้วย และได้เงินด้วย เลยคิดว่าจะยึดนโยบายค่อยๆ ทำอย่างนี้ต่อไป

SPACEBAR TEAM

WEB DESIGNER